เที่ยวซูดาน ประวัติ เป็นอย่างไร?

เที่ยวซูดาน มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐซูดาน ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทวีป มีเมืองหลวงชื่อ คาร์ทูม มีพรมแดนทางทิศเหนือติด กับประเทศอียิปต์ ทิศใต้ติดต่อกับเซาท์ซูดาน ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดกับทะเลแดง ทิศตะวันออกติดกับ เอริเทรีย และ เอธิโอเปีย ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดกับเคนยา และอูกันดา ชื่อของประเทศนั้นมาจาก

ภาษาอาหรับว่า Bilad – al – Sudan แปลว่า ดินแดนแห่งคนผิวดำ ในอดีตนั้นซูดานเป็นที่รู้จักกันในอาณาจักร นิวเบีย ที่อยู่ทางตอนใต้ของอียิปต์ ช่วงแรกเริ่มของอารยธรรมอียิปต์นั้น ดินแดนในแถบซูดานนั้นเอง เป็นส่วนหนึ่งของการปกครองอียิปต์

จนกระทั่งการมาถึงของอารยธรรมยุโรป ที่เข้ามามีอิทธิพลทางการเมืองในอียิปต์ รวมถึงอาณาจักรนิวเบียเอง เริ่มมีความแข็งแกร่ง รวมถึงความกว้างใหญ่ของดินแดนด้วยนั้นเอง แต่ทว่าหลังเข้าสู่ยุคล่าอาณานิคม ดินแดนในแอฟริกาเหนือต่างตกเป็นของ

ประเทศมหาอำนาจอื่นๆ โดยซูดานเองได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอาหรับ ที่เผยแผ่ศาสนารวมถึงวัฒนธรรมด้วยเช่นกัน จึงทำให้คนในชาติหันมานับถือศาสนาอิสลาม แทนศาสนาดั่งเดิมของพวกเขานั้นเอง ในช่วงปีค.ศ. 1820

อียิปต์ได้เอาซูดานเป็นส่วนหนึ่งของการปกครอง หลังจากเอาชนะอาณาจักรในยุคแรกๆ ได้มีการรวมอาณาจักรกัน และต่อมานั้นเองได้นำไปสู่การปฎิวัติในเวลาต่อมา ช่วงปีค.ศ. 1880 โมฮัมหมัด อาร์หมัด ซึ่งเรียกตัวเองว่า มาห์ธี ( ผู้นำแห่งความสัตย์ )

กับสาวกของเขาก่อการปฎิวัติ ในกองกำลังผสมระหว่างอียิปต์และอังกฤษนั้นเอง และสามารถบุกยึดกองทัพตำแหน่งผู้สืบทอด ต่อจากมาห์ธีจนพังพินาศ ทำให้ในปี ค.ศ. 1951 รัฐสภาอียิปต์ได้ยกเลิกสัญญากับอังกฤษ และแก้ไขให้ซูดานมีรัฐธรรมนูธแยกจากอียิปต์

นับว่าเป็นก้าวแรกของเอกราชในซูดาน จนกระทั่งซูดานได้รับเอกราชในวันที่ 1 มกราคม 1956 จากนั้นเองการเมืองในประเทศแห่งนี้ มักมีการทำรัฐประหารอยู่บ่อยครั้ง ผลกระทบจากการแย่งชิงอำนาจนั้น ประชากรต้องอยู่ในสภาวะเกือบอดตาย

และมีสงครามกลางเมืองอยู่บ่อยครั้งนั้นเอง หลังเจอวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้ผู้คนต่างอพยพหนีออกจากดินแดนของตน รวมถึงพบเจอ กับปัญหาความอดยาก ที่ทวีคูณความรุนแรงมากขึ้นตั้งแต่ก่อตั้งประเทศมา

จนกระทั่งได้รับความร่วมมือจาก สหประชาชาติที่เข้ามาช่วยเหลือประชาชนที่กำลังอดตายนั้นเอง อย่างไรก็ตามนั้นการเมืองของ ซูดานค่อนข้างละเอียดละอ่อน เนื่องจากมีพื้นที่กว้างใหญ่ และอยู่รวมกันกับเชื้อสายต่างๆ ที่อยู่อาศัยร่วมกันในดินแดนแอฟริกานั้นเอง

เที่ยวซูดาน

เที่ยวซูดาน ซูดานมีความสำคัญอย่างไรกับภูมิภาคนี้?

ด้วยพื้นที่อันกว้างใหญ่ของประเทศนี้ รวมถึงในอดีตที่มีการแผ่ขยายของอาณาจักร มาตั้งแต่ครั้งโบราณที่อารยธรรมอียิปต์ กำลังรุ่งเรืองอยู่นั้นเอง ทำให้อารยธรรมอียิปต์นั้นได้เข้ามาเผยแผ่ รวมถึงวัฒนธรรมต่างๆความเชื้อทางศาสนาด้วยเช่นกัน จากความกว้างใหญ่ของดินแดนแห่งนี้ ตามเส้นทางของแม่น้ำไนล์ อันเป็นสายน้ำสำคัญที่ทำให้ภูมิภาคแห่งนี้ มีความเจริญทางอารยธรรมแรกๆ

ของโลกเลยก็ว่าได้ จากการที่มนุษย์นั้นเรียนรู้ที่จะติดต่อกัน แลกเปลี่ยนสินค้าหรือวิทยาการต่างๆ ทำให้ซูดานนั้นมีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งโลกอาหรับ หรือทางแอฟริกานั้นเอง ที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่ปกคลุมไปด้วยป่าอันกว้างใหญ่

และสภาพอากาศที่แตกต่างกันในทวีปแอฟริกานั้นเอง ทำให้ซูดานนั้นมีวัตถุดิบในการทำการเกษตร ที่หลากหลายกว่าภูมิภาคอื่นๆ เพราะด้วยสภาพอากาศของประเทศนี้ มีหลายเขตด้วยกัน หลังจากที่อังกฤษที่เข้ามาควบคุมอียิปต์

รวมถึงประเทศในแอฟริกาเหนือ ทำให้ซูดานนั้นเองอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษเข้าไปด้วย จึงทำให้ประเทศแห่งนี้ได้เรียนรู้ ระบบเกษตรกรรม ที่เจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษได้วางรากฐานเอาไว้นั้นเอง รวมถึงการค้าทาสในอดีตนับล้านคน

ที่เดินทางจากทวีปแอฟริกาไปยังดินแดนต่างทั่วโลกนั้นเอง ความต้องการของแรงงานเพิ่มมากขึ้น เมื่อโลกเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมนั้นเอง จากการแข่งขันทางความพร้อมทางเศรษฐกิจ ทำให้การเพาะปลูกนั้นเหมือนเป็นพื้นฐาน

ทางเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ภายใต้อาณานิคมนั้นเอง ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของประเทศนี้ ทำให้เป็นประเทศผู้ส่งออกวัตถุดิบ ทางการผลิตมากมายให้กับยุโรป รวมถึงยังเป็นที่ๆทางธรรมชาติ ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างๆ ให้รู้จักประเทศซูดานมากขึ้นนั้นเอง

ซูดานสถานที่ท่องเที่ยว เป็นอย่างไร?

ซุดานเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มี สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติเป็นเอกลักษณ์ ของประเทศแห่งนี้ที่มีความอุดมสมบูรณ์ มาตั้งแต่โบราณแล้วนั้นเอง ด้วยพื้นที่อันกว้างใหญ่ของประเทศนี้ มีเนื้อที่ทั้งแอฟริกาเหนิอและทางใต้ด้วยนั้นเอง ทำให้ประเทศนี้มีสภาพอากาศ สองเขตด้วยกันนั้นเอง จึงเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งของการมาพักผ่อน รวมถึงศึกษาวัฒนธรรมท้องถิ่นของคนที่นี้นั้นเอง

สถานที่ท่องเที่ยวแรกคือ เหยา เป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในซูดานทางใต้ ในอดีตนั้นเคยเป็นที่ตั้งของอาณานิคม จึงมีสถาปัตยกรรมรวมถึงผังเมือง ถูกสร้างขึ้นในยุคสมัยนั้นเอง เมืองแห่งนี้ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ

ด้วยความที่เป็นเมืองเก่าแก่ เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มชนเผ่าต่างๆนั้นเอง จากร่องรอยอารยธรรมบ้านที่เป็นกระท่อมที่ทำจากพุ่มไม้มากองๆกัน รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกเก็บไว้ให้ นักท่องเที่ยวได้ศึกษาวัฒนธรรมของซูดานนั้นเอง

ด้วยลักษณะเด่นของเมืองนี้ที่มีแม่น้ำ Wau ผ่าขั้นกลางแยกเมืองนี้ออกเป็นสองฝั่ง ที่เชื่อมกันมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ยังมีโบส์ถเก่าแก่ประดับไปด้วยโดม มากมายอันเป็นสิ่งที่น่าใจอย่างหนึ่ง ที่บ่งบอกถึงศรัทธาที่มีต่อศาสนาอิสลามนั้นเอง

รอบๆเมืองแห่งนี้ปกคลุมไปด้วย ทุ่งหญ้าขนาดใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ สภาพแวดล้อมของที่นี้อากาศมีความชื้นมาก สภาพอากาศที่นี้จึงแตกต่างจาก ทางตอนเหนือนั้นเอง สถานที่ต่อไปคือ อุทยานแห่งชาติ ภาคใต้ มีเนื้อที่ครอบคลุมกว่า 7,800 ตารางกิโลเมตร

ที่เต็มไปด้วยผืนป่าอันกว้างไกล จนไปถึงทุ่งหญ้าสาวันนา อันเป็นอุทยานที่ใหญ่ที่สุดของทางใต้เลยทีเดียว จากในอดีตนั้นที่มีการสำรวจ เส้นทางป่าแห่งนี้ต้องใช้เวลาถึง 70 ปีเลยทีเดียว เพราะด้วยความกว้างใหญ่ และป่าที่กว้างขว้าง

ทำให้การสำรวจต้องใช้เวลานาน ในการเดินทางทำแผนที่ในอดีตนั้นเอง ความอุดมสมบูรณ์ของที่นี้ เป็นแหล่งรวมของสัตว์ป่านานาชนิดไม่ว่าจะเป็น ลิงโคโลบัส นกกระสา และโคบ็อตอีกมากมาย การท่องเที่ยวของที่นี้ได้พาให้เรา

ได้มาสำรวจป่าเหมือนกับในหนัง โดยเป็นทัวร์ที่พาให้เราได้เห็นสัตว์ป่า และสัมผัสกับป่าลึกอย่างใกล้ชิดนั้นเอง เราไปกันต่อที่ อุทยานแห่งชาติ Radom เป็นอุทยานที่มีอยู่ทางเหนือ และมีพื้นที่คาบเกี่ยวไปถึงทางใต้นั้นเอง ด้วยขนาดพื้นที่กว่า 1,250,000 เฮกเตอร์

สภาพอากาศของอุทยานแห่งนี้ เป็นป่าเขตอบอุ่นเต็มไปด้วยสัตว์ป่ามากมาย อันเป็นระบบนิเวศที่มีมาอย่างยาวนานนั้นเอง ป่าแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงอย่าง ป่าโตกา และซากอารยธรรมเก่าแก่ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นชุมชนคาราวานพ่อค้า ที่เดินทางเชื่อมต่อกันระหว่าง

แอฟริกาเหนือและแอฟริกาใต้นั้นเอง การเดินทางท่องเที่ยวที่แห่งนี้ จำเป็นต้องใช้รถโฟวิล สำหรับการเดินทางนั้นเอง สถานที่สุดท้ายคือ Ez Zeraf Game Reserve เป็นเส้นทางแม่น้ำที่คดเคี้ยว จากทางเหนือของซูดานลงไปทางใต้ ด้วยเส้นทางอันยาวนี้

สองข้างทางพาให้เราได้เห็นธรรมชาติ ฝูงม้าลายและช้างโคลน พื้นที่ทิวทัศน์กว่า 1.6 ล้านเอเคอร์ ตลอดเส้นทางเป็นพื้นที่เขตสงวน ปัจจุบันเป็นจุดท่องเที่ยวอีกที่หนึ่ง อันเป็นไฮไลท์ของประเทศนั้นเอง สถานที่ท่องเที่ยวในซูดาน ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ยังคงมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมาก ที่ทำให้นักท่องเที่ยวสายธรรมชาติ จะต้องชอบประเทศแห่งนี้อย่างแน่นอน

เที่ยวซูดาน

ปัจจุบันซูดานเป็นอย่างไร?

นับว่าซูดานเป็นประเทศที่มีอายุเอกราช ที่น้อยที่สุดในโลกแล้วนั้นเอง เพราะหลังจากยุคอาณานิคมไปแล้วนั้น ซูดานต้องพบกับปัญหาสงคราม กลางเมือง รวมถึงการรัฐประหารโค่นอำนาจผู้นำ และการโกงกินมหาศาลของผู้มีอำนาจ ทำให้ประเทศแห่งนี้ต้องประสบกับภัยสงคราม และความอดยากกันทั้งประเทศ ประชาชนมากมายต้องสูญเสียจากภัยสงครามกลางเมือง

บ้างครอบครัวก็สามารถหนี ย้ายลี้ภัยไปยังประเทศอื่นๆ แต่สำหรับคนทั่วไปนั้น ต่างติดอยู่ในระบอบที่กดขี่เป็นอย่างมาก ปัจจุบันรัฐบาลของซูดานเป็นรัฐบาลพลเรือน จึงทำให้หลายๆอย่างในประเทศ กลับมาดีขึ้น

จากการร่วมมือกับสหประชาชาติที่ให้การช่วยเหลือ ประชาชนในประเทศไม่ให้พบเจอกับ สภาวะอดยากกันทั้งประเทศนั้นเอง นอกจากนี้ซูดานได้เร่งพัฒนาการท่องเที่ยว ในการส่งเสริมเศรษฐกิจภายในประเทศ

รวมถึงเศรษฐกิจในชุมชนด้วยนั้นเอง นอกจากนี้ยังคงส่งออกสินค้าทางเกษตกรรม ให้กับประเทศใหญ่ๆในยุโรป นับว่าทวีปแอฟริกานั้นเป็นเสบียง ให้กับยุโรปมาอย่างยาวนานแล้วนั้นเอง 

สรุปการเดินทางท่องเที่ยวในซูดานเป็นอย่างไรบ้าง?

เป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ ที่มีความสนใจทางด้านชีววิทยา เพราะด้วยสัตว์หลากหลายสายพันธุ์ บ้างก็ใกล้สูญพันธุ์นั้นมี ระบบสายพันธุ์ที่มีความซับซ้อน และไม่เหมือนสายพันธุ์อื่นๆในโลกนั้นเอง หากนึกถึงแอฟริกาแล้วละก็ จะทำให้นึกถึงม้าลายแอฟริกา อันเป็นสัตว์ประจำท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์นั้นเอง นอกจากนี้การพัฒนาการท่องเที่ยว

ในประเทศนั้นกำลังอยู่ในขั้นการพัฒนา คาดว่าในอนาคตจะสามารถมีสิ่งอำนวยความสะดวก นักท่องเที่ยวให้เอื้อต่อการท่องเที่ยว ที่มีธรรมชาติเป็นจุดเด่นของการท่องเที่ยว ประเทศนี้นั้นเอง หากใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวธรรมชาติ

ศึกษาวัฒนธรรมแล้วละก็ จะต้องชอบประเทศแห่งนี้ที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่ รวมถึงเป็นประเทศที่มีอาณาเขตใหญ่ที่สุด ในทวีปแอฟริกานั้นเอง จึงทำให้มองว่า ซูดาน เป็นประเทศขนาดใหญ่ในทวีปแอฟริกาเหนือ ที่ประสบปัญหากับการเมืองภายใน

เมืองกับประเทศอื่นๆในดินแดนแห่งนี้ ผลมาจากอาณานิคมที่เข้ามาปกครอง และได้จากไปด้วยปัญหาทางเชื้อชาติ ที่แต่เดิมยังไม่มีการขีดเส้นแบ่งประเทศ ทำให้เกิดการสู้รบกันอยู่บ่อยครั้งนั้นเอง ประเทศแห่งนี้ได้ผ่านช่วงเวลาที่เลวร้าย

ในประวัติศาสตร์ของชาติและการสูญเสีย ปัจจุบันสามารถกลับมาพลิกฟื้น และเยียวยาบาดแผลสงครามในอดีต นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทาง ที่ประเทศนี้ค่อยๆเติบโตและพัฒนา ไปอย่างต่อเนื่องนั้นเอง 

เที่ยวออสเตรเลีย